Annop's profileWithin an unstable mind ...PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    February 25

    เรื่องเก่าเล่าใหม่ ... เรื่องตลกที่ไม่ตลกแต่ก็ยังมีคนขำ

    เริ่มกันที่ อะไรที่มันเป็นออริจิแน่นก่อน
     
    มีอยู่วันนึง เราฝันว่า ได้อยู่ในเกมโชว์อันหนึ่ง แต่ว่าไม่ได้เป็นคนเล่นนะ เป็นคนนั่งดูเฉยๆ
    หรือจริงๆแล้วอาจจะเป็นช่างภาพ ช่างไฟ หรืออะไรก็ตาม ช่างแม่มัน สรุปว่า ไม่ได้เป็นคนเล่น
    และพิธีกร ในเกมโชว์ (ในฝัน) พิธีกรรูปร่าง บุคลิกคล้ายเสี่ยตา ปัญญา นิรันดร์กุล
    จะว่าไปแล้วมันดูคล้ายชิงร้อยชิงล้านที่ไม่มีตั๊ก มยุรา และแก๊งสามช่า หม่ำ โท่ง เหน่ง
    (หม่ำ เท่ง โหน่ง) เสี่ยตาถามคำถามผู้เข้าแข่งขันหญิงคนนึงว่า
     
    เสี่ยตา: คุณเคยไป หุบเขา "งันงะงันปา" มั้ยครับ
    ผู้เข้าแข่งขันหญิง: ไม่เคยค่ะ
     
    (ฉากตอนนี้เหมือนเป็นฉากคำถามชิงรางวัลสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ แต่จะคิดดีดีแล้ว ทำไมมัน
    เป็นคำถามชิงรางวัลไปได้ เพราะมันเป็นคำถามที่ไม่มีถูกผิดนี่หว่า (วงเล็บซ้อนวงเล็บ ตอนนี้
    ตัวเราที่เป็นช่าง ... แม่มัน ในฝัน กำลังงงอย่างมาก) ยิ่งไปกว่านั้น หุบเขางันงะงันปา นี่มัน
    หุบเขาอะไรกัน ฟังไปฟังมา คล้ายพระสันตะปาปามาก)
     
    ตื่นมาจากฝัน จำได้อย่างแม่นยำคือชื่อหุบเขา "งันงะงันปา" พยายามไปหาในกูเกิ้น สรุปว่า
     
     
     
    คุยเรื่องทั่วๆไป. ... ไม่รู้ สิ ไม่ค่อยชอบ นศ ใส่แบบนี้ ง่ะ ชอบแบบพอดีๆๆ ...
     
    สามอันแรก ไม่มีอันไหนเกี่ยวกับงันงะงันปาเลยซักนิด -_-" สรุปว่า ยังเป็นปริศนาต่อไป
    ความจริงแล้ว นี่มันเป็นเรื่องที่แต่งไปลงคุโรมาตี้ได้เลยนะนี่  ประมาณว่า อ๊ะ นี่มัน หุบเขา
    งันงะงันปานี่นา หรือว่า ในที่สุด พวกเราก็มาถึงหุบเขางันงะงันปาซะที (หันกลับไปมองด้านหลัง)
    แล้วพูดว่า อ๊ะ แล้วมาเอดะล่ะ
     
    เรื่องถัดไปคือ วันนี้ซื้อหมู cordon bleu มากิน เห็นชื่อแล้วนึกถึงสเต็กสามย่านขึ้นมาทันที
    เมื่อก่อนสมัยเรียนมหาลัย บางทีจะไปกินสเต็กสามย่าน ที่ร้านทูเดย์สเต็ก ถ้าอยู่กันครบทีมสามคน
    อีป นพ ย้วย หลายครั้งจะสั่งมิกกริลล์มาสองจาน แล้วแบ่งกันกิน เพราะมิกกริลล์กินคนเดียวไม่หมด
    ก็จะมีชื่อเรียกเฉพาะกันว่า วันนี้ กิน "มิกกริลล์แบ่งกันกิน" แล้วกัน (เชี่ย แล้วมันชื่อเฉพาะตรง
    ไหนเนี่ย) กลับมาเรื่อง cordon bleu เรื่องมันมีอยู่ว่า ไอ้อาหารจานนี้ มันอยู่ในเมนูร้านทูเดย์
    ด้วย เคยได้ยินบางที มีคนสั่ง หรือ เจ้าของร้านพูดชื่อเอง จำไม่ได้เหมือนกัน แต่เคยได้ยินว่า
     
    "ไก่กระดองเบอร์"
     
    งงไปเลย หรือเราฟังผิดเอง แต่มันคล้ายแบบนี้แหละ ประมาณว่า น้องจะรับกระดองเบอร์อะไรคะน้อง
    หรือว่า นึกถึงแจ๊คในเรื่องสายลับจับบ้านเล็ก "หูสัด ไก่กระดองเบอร์ กินแล้วเบลอไปเลยสิมึง"
    คือเข้าใจว่ามันเป็นภาษาฝรั่งเศส แต่บางทีไม่ต้องออกฝรั่งแบบนั้นก็ได้มั้ง ตอนแรกฟังแล้วไม่รู้ว่าคือ
    อะไร ผ่านไปสามปี ถึงจะรู้ (จริงๆนะ)
     
    ไหนๆก็พูดถึงร้านทูเดย์แล้ว จะไม่พูดถึงเจ้าของร้านก็ยังไงๆอยู่ เจ้าของร้านทูเดย์จะมีจุดเด่นมาก
    คือเค้าจะทำสีผมแบบ "จ๊าบ" หรือ "แซ๊บ" มาก มีอยู่ช่วงนึง เค้าทำผมสีทอง ประมาณว่าสไตล์
    ญี่ปุ่นเลยล่ะ พวกเราก็เลยตั้งฉายาให้ เพื่อเวลาเรียก คุยกัน เอ่ยถึง จะได้ง่ายเข้า เค้ามีสองฉายา คือ
     
    "พระเอกหนังโป๊" กับ "บูชิโด"
     
    ทั้งสองชื่อเข้ากับสไตล์ญี่ปุ่นของเค้าเป็นอย่างดี
     
    ไหนๆก็พูดถึงร้านที่สามย่านแล้ว จะไม่พูดถึงคนสำคัญคนนึงคงไม่ได้ ใช่แล้ว เค้าคือ
     
    "กุ๊กตัวสุดยอด"
     
    กุ๊กตัวสุดยอด ตอนแรกประจำอยู่ที่ร้านเฮียร้านแรก เดินขึ้นบันไดก็เจอเลย กุ๊กตัวสุดยอดจะผัดกับข้าว
    อร่อยมาก ฝีมือเป็นหนึ่งในตลาดสามย่าน เมนูที่เราชอบคือ ปลาหมึกผัดผงกะหรี่ ช่วงปีหนึ่ง ถ้าเราว่าง
    ช่วงบ่าย หรือ โดดเรียนช่วงบ่าย เราจะไปประจำที่ร้านเฮียอยู่เสมอ เพราะมีกุ๊กตัวสุดยอด และ เฮียจะ
    คอยเปิดหนังใหม่ๆให้ดูเสมอ หลังจากผ่านไปซักพัก ลูกเฮียก็ออกไปเปิดสาขา ที่หัวบันไดอีกด้าน
    ด้านหลังตลาด ร้านลูกเฮียตอนแรกกิจการย่ำแย่มาก แม้จะห่างกับร้านเฮียเพียงไม่กี่สิบเมตร เฮียเห็น
    เช่นนั้น จึงพิจารณาส่งกุ๊กตัวสุดยอดไปประจำที่ร้านลูกเฮียแทน กุ๊กคนใหม่ที่ร้านเฮีย แน่นอนว่าเทียบ
    ชั้นฝีมือกับกุ๊กตัวสุดยอดไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ทำเราเลิกกินปลาหมึกผัดผงกะหรี่ร้านเฮียไปเลย
    เวลาผ่านไปนาน หลังจากเราจบ เราก็ไม่ได้เจอกุ๊กตัวสุดยอดอีก จนวันนึง ได้ไปกินเบียร์ที่ร้านเฮียไฮเนเก้น
    เราอยากกินเบียร์สิงห์ แต่เฮียไม่ค่อยยอมขายเบียร์สิงห์ เฮียจะขายแต่ไฮเนเก้น แต่เราก็กินสิงห์อยู่ดี
    แน่นอนว่า อยู่ดึกอีกตามเคย จนปรากฎร่างชายผู้หนึ่งที่คุ้นเคย เค้าคือ เค้าคือ กุ๊กตัวสุดยอดนั่นเอง
    ลืมบอกไปว่า หลังจากที่กุ๊กตัวสุดยอดย้ายไปประจำร้านลูกเฮีย เราก้อได้ไปกินเหล้าร้านลูกเฮียอยู่บ่อยๆ
    ทำให้สนิทกับกุ๊กตัวสุดยอด ถึงขนาดว่า กุ๊กตัวสุดยอดจะหยิบน้ำเปล่า กับ โซดา แช่เตรียมไว้ในถังน้ำแข็ง
    ให้ก่อนปิดร้าน เพราะเราอยู่เลยเวลาร้านปิดเสมอ วันนั้นเองที่เราได้เจอกับกุ๊กตัวสุดยอดอีกครั้ง แต่ก็
    ต้องผิดหวัง เพราะกุ๊กตัวสุดยอด แขวนกระทะ หันหน้าออกจากเตาแล้ว กุ๊กตัวสุดยอด
     
    "อ๋อ ตอนนี้พี่ทำแอมเวย์อยู่" นั่นคือคำพูดของกุ๊กตัวสุดยอด
     
    เซ็งโคตร หลังจากนั้นเราต้องฟังข้อดีของแอมเวย์อีกเป็น ชม. ไม่น่าถามเลยจริงๆ
     
    จบตอนแค่นี้ ... ไว้ติดตามตอนต่อไป
    October 25

    เรื่องขี้ๆ

    วันนี้ขอนำเสนอเรื่องที่กวนใจชาวบ้านกันทุกหย่อมหญ้า ปัญหาซ้ำซากจำเจไม่เคยจบ ...
     
    เรื่องขี้ๆ ...
     
    ชีวิตปัจจุบันเร่งรีบกันเหลือเกิน ตอนเช้าต้องรีบตื่น ออกจากบ้านไปทำงาน เย็นกลับบ้าน
    ดึก เหนื่อย ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาใช้ชีวิตในส้วมที่บ้านเท่าไหร่ สุดท้ายต้องออกไปพึ่งพาส้วม
    นอกบ้าน ส้วมสาธารณะ จุดนี้ที่ปัญหามันเกิด
     
    ส้วมนอกบ้านมันขี้ไม่สบายตูด !!!
     
    มาดูข้อแตกต่างระหว่างสเปกเฉลี่ย ส้วมนอกบ้าน กะ ส้วมในบ้าน
    - ส้วมในบ้านสะอาดกว่าเยอะ อย่างน้อยพื้นมันก็เดินตีนเปล่าเข้าไปได้ ที่นั่งก็สะอาดกว่า
      แถมในส้วมยังไม่มีคราบของเก่าให้กวนใจ
    - กระดาษเช็ดตูดในบ้านเป็นแบบหนานุ่ม ในขณะที่นอกบ้าน ถ้ามีให้ก็จะเป็นแบบบางกรอบ
    - บ้านส่วนใหญ่มีสายฉีดตูด สร้างความมั่นใจยามสวมใส่กางเกงใน
    - ถ้าเป็นส้วมนอกบ้าน แล้วเข้าไป แล้วกระดาษเสือกหมด คงไปเรียกใครเอามาให้ไม่ได้
      "พี่ๆ หยิบกระดาษเช็ดตูดห้องนู้นให้หน่อย" อันนี้คงไม่มี แต่ถ้าเป็นในบ้าน ก็เรียกคนอื่นหยิบให้
      เพิ่มได้ ถ้าไม่มีคนอยู่บ้าน ก็นั่งรอจนกว่าจะมีคนกลับมาได้ หลายคนอาจโต้แย้ง "แล้วกูจะไปเปิด
      ประตูห้องน้ำได้ไง ขี้ยังคาอยู่" อันนี้สำหรับคนบ้านจนห้องน้ำเล็กจะไม่มีปัญหา เอื้อมมือไปเปิด
      แง้มๆได้ แต่ถ้าบ้านรวย อาจต้องวิ่งหนีบขี้ไปเปิดประตู อนาถ !!!
    - ส้วมนอกบ้าน (ห้องน้ำชาย) ที่รองนั่งมันมักจะเปื้อนฉี่ แต่ถ้าเป็นในบ้านมันไม่มี เพราะถ้ามี
      มันก็คงเป็นตัวมึงเอง หรือไม่ก็พี่ หรือ น้องชายมึง
    - ฯลฯ
     
    คงเห็นข้อแตกต่างกันไปบ้างแล้ว แต่ก็อย่างที่บอก ชีวิตส่วนใหญ่ก็อยู่นอกบ้านกันทั้งนั้น ยังไงซักวัน
    คงหนีไม่พ้นต้องขี้นอกบ้านอยู่ดี แล้วจะไปหาส้วมนอกบ้านที่คะแนนเกิน mean ได้ที่ไหน ถ้าจะหวัง
    พึ่งร้านอาหาร โรงเรียน หรือ ปั๊มน้ำมัน ล่ะก็ อย่าหวังเลย พวกนี้ต่ำกว่า mean ทั้งนั้น ขอแนะนำ
     
    - ส้วมโรงแรม อย่างเช่น สมมติอยู่สยาม เกิดเหตุฉุกเฉิน ก็บอกเพื่อนไปเลยว่า "กูไปขี้โนโวเทลแป๊ป
      มึงรอนี่แหละ" ส้วมโรงแรมพวกนี้สะอาด เหมือนเตรียมรอให้เราเข้าไปใช้บริการอยู่แล้ว แต่ถ้าจะเข้า
      ก็แต่งตัวดีนิดนึง โรงแรมหรูๆอาจต้องถึงกับเช่าสูทเพื่อเข้าไปขี้ ถึงจะเนียน ถ้าแตะหนีบนี่ เค้ารู้ว่าไอ้นี่
      เข้ามาขี้แน่นอน
    - ส้วมโรงพยาบาลเอกชนใหญ่ๆ พวกนี้มักจะสะอาด คุณภาพใช้ได้ แต่ถ้าส้วมห้องธรรมดาไม่สะอาด ขอ
      แนะนำให้เข้าส้วมคนพิการนั่งรถเข็น ซึ่งโรงพยาบาลมันควรจะต้องมีอยู่แล้ว ห้องพวกนี้สะอาดมาก เพราะ
      คนนั่งรถเข็นคงเข้าไปทำเรี่ยราดไม่ได้ ถ้ามันจะสกปรก ก็คงเพราะมีคนเข้าไปขี้ตัดหน้านั่นแหละ
    - ส้วมบ้านเพื่อน อันนี้เป็นซุปเปอร์ส้วมในอุดมคติ เพราะเกือบจะเหมือนส้วมที่บ้านเลย เผลอจะดีกว่า ถ้า
      เพื่อนบ้านมันรวยกว่า อันนี้ใช้ได้ดีในกรณีที่ขับรถอยู่ แล้วเจ้าของรถมีเพื่อนเยอะ แนะนำว่า ควรเปิด จ.ส.
      ร้อยไปด้วย เพื่อหาเส้นทางที่สะดวกรวดเร็วที่สุด แล้วถ้าปวดจนทนไม่ไหวจริงๆ ให้โทรไป จ.ส.ร้อย แล้ว
      แจ้งป้ายทะเบียนรถตัวเองให้เรียบร้อย พร้อมบอกว่า ในรถมีคนท้องอยู่ รถคันอื่นจะหลีกทางให้เอง ข้อแนะ
      นำสุดท้ายไม่ควรใช้เส้นทางผ่านแยกอุรุพงษ์ เพราะรถติดมาก อาจขี้แตกกลางทาง
     
    สุดท้ายนี้ หวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะร่าง พ.ร.บ. ส้วมสาธารณะ พ.ศ.2550 ระบุว่า ส้วมสาธารณะทุกแห่งจะ
    ต้องเป็นส้วมที่สะอาดได้มาตรฐาน โดยให้ผู้สร้างยึดสโลแกน
     
                                        "ส้วมสาธารณะ ... ขี้เหมือนขี้ที่บ้าน"
    September 03

    ทำไมพลูโตถึงถูกโหวตออก

    หลายคนคงได้ยินข่าว พลูโต ถูกจัดให้เป็นดาวเคราะห์แคระ (Dwarf Planet) จากเดิมที่เป็นดาวเคราะห์
    ดวงที่ 9 ในระบบสุริยะ แต่ "ทำไมพลูโตถึงถูกโหวตออก!?"
    เนื่องจากทาง International Astronomical Union (IAU) ได้กำหนดนิยามของดาวเคราะห์ขึ้นใหม่
    ดาวเคราะห์ คือ วัตถุที่
    - โคจรรอบดาวฤกษ์ หรือ ซากดาวฤกษ์
    - มีมวลมากพอที่จะมีแรงดึงดูดในตัวเอง และ อยู่ในภาวะ hydrostatic equilibrium
    - แต่มวลไม่มากพอที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันที่แกนกลาง
    - มีวงโคจรสอดคล้องกับวัตถุที่อยู่ใกล้กัน
     
    ดาวพลูโต มีคุณสมบัติตามข้อ 1-3 แต่ ไม่มีคุณสมบัติข้อ 4
    ดาวพลูโตอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 40 AU (1 AU = ระยะห่างจากโลกถึงดวงอาทิตย์) ขนาด
    เล็กกว่าโลกประมาณ 6 เท่า มวลน้อยกว่าโลก ประมาณ 500 เท่า ในขณะที่ ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส
    และ ดาวเนปจูน ขนาดใหญ่กว่าโลก 71, 60, 25 และ 25 เท่า ตามลำดับ 
    ดาวพลูโต หมุนรอบด้วยเองใช้เวลาประมาณ 6 วัน 9 ชั่วโมง โคจรรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบ ใช้เวลาประมาณ
    250 ปี ระนาบการโคจรทำมุมประมาณ 17 องศา กับระนาบการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ในขณะที่
    ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และ ดาวเนปจูน มีระนาบการโคจร เกือบจะอยู่ในระนาบเดียวกับโลกทั้งหมด
    (ทำมุมไม่เกิน 2.5 องศา)
    ดาวพลูโต มีดวงจันทร์หนึ่งดวง ชื่อ ชารอน (Charon) ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าดาวพลูโตเพียงประมาณ 0.5 เท่า
    บรรยากาศของดาวพลูโตส่วนใหญ่ประกอบด้วย ไนโตรเจน มีเทน และ คาร์บอนมอนอกไซด์ ส่วน ดาวพฤหัส
    ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และ ดาวเนปจูน ประกอบด้วย ไฮโดรเจน และ ฮีเลียม เป็นส่วนใหญ่
     
    สรุปได้ว่า ดาวพลูโต มีคุณสมบัติแตกต่างจากดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้เคียงมาก ด้วยเหตุนี้ ดาวพลูโตจึงถูกจัดให้เป็น
    ดาวเคราะห์แคระ ร่วมกับดาวอีก 2 ดวง คือ ซีเรส (Ceres) และ 2003 UB313 หรือ ซีนา (Xena)
    ทั้งนี้ ยังมีวัตถุในแถบไคเปอร์ (Keiper belt) ที่เข้าข่ายดาวเคราะห์แคระอยู่อีก เช่น เซดนา (Sedna), ควาออร์
    (Quaoar) หรือแม้แต่ ชารอน (Charon) ดวงจันทร์ของพลูโต
     
    PS: แถบไคเปอร์ (Keiper belt) คือ พื้นที่ถัดจากวงโคจรของดาวเนปจูนออกไป กินพื้นที่ตั้งแต่ 30-50 AU
          ถัดจากแถบไคเปอร์ออกไป ยังมี เมฆออร์ต (Oort cloud) ที่เป็นกลุ่มเมฆดาวหาง อยู่ที่ 50000-100000 AU
    PS2: ต่อไปนี้ขบวนการเซลเลอร์คงต้องถีบเซลเลอร์พลูโตทิ้งไปเหมือนกัน
    PS3: ข้อมูลอ้างอิงจาก wikipedia, manager และ physics handbook
    May 20

    เฉลยคำถามข้อที่ 2 ข้อ 3 ยังคิดไม่ออก

    เฉลยๆ ที่เราเห็นดวงจันทร์ด้านเดียวมาตลอดก็เพราะว่า ...
     
    ดวงจันทร์หมุนรอบตัวเองใช้เวลาเท่ากับเวลาที่ดวงจันทร์
     
    โคจรรอบโลกนั่นเอง ลองนึกภาพตาม แล้วจะอ๋ออออออ
     
    PS. มีใครโต้แย้งมั้ยวะ
    May 15

    เฉลยคำถามข้อที่ 1 ตามด้วยคำถามข้อที่ 2

    เฉลยๆ คำตอบที่เดอะตั๊กตอบมานั้นถูกต้อง
     
    บางคนอาจคิดว่า ฤดูร้อน หนาว นั้น เกิดจากการที่วงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์
     
    เป็นวงรี พอโลกอยู่ที่จุดใกล้ ก็เป็นหน้าร้อน พอโลกอยู่ที่จุดไกล ก็เป็นหน้าหนาว
     
    แต่คำตอบนี้อธิบายไม่ได้ว่าทำไมซีกโลกเหนือหนาว แล้วซีกโลกใต้ร้อน
     
    ความจริง วงโคจรของโลกเป็นวงรี แต่ความรีน้อยมาก (ความรี = 0.0167) เรียกว่า
     
    เกือบจะกลม สาเหตุจริงๆของฤดูหนาว ร้อน คือ แกนโลกเอียงประมาณ 23.5 องศา
     
    วัดจากทิศทางตั้งฉากกับระนาบการโคจร นึกภาพออกป่าว คือมีหัวด้านนึงหันเข้า
     
    ดวงอาทิตย์ (ด้านซีกโลกเหนือ) อีกด้านหันออก (ซีกโลกใต้) ด้านที่หันหัวเข้าดวงอาทิตย์
     
    ก็โดนแสงเข้าไปเต็มๆ เลยร้อน อีกด้านหันออก เลยไม่ค่อยโดนแสง เลยหนาวหน่อย
     
    ต่อกันที่คำถามข้อที่สอง ถามว่า ทำไมเราถึงเห็นด้านเดียวของดวงจันทร์ตลอดเวลา
     
    ไม่ว่าจะที่ไหนในโลก ลองออกไปดูวันพระจันทร์เต็มดวง จะเห็นกระต่ายนั่งแดกเหล้า
     
    อยู่บนดวงจันทร์เสมอ ???
     
    PS. เฉลย 20
    May 09

    คำถามข้อที่ 1

    ขอถามคำถามธรรมดาๆ หนึ่งข้อ ทดสอบความเข้าใจพื้นฐาน
     
    ใครอธิบายได้บ้างว่า ฤดูหนาว ฤดูร้อน เกิดจากอะไร
     
    ทำไม สวีเดน เป็นฤดูหนาว แล้ว ออสเตรเลีย ดันเป็น ฤดูร้อน
     
    PS : เฉลยวันที่ 15
    April 02

    ดวงอาทิตย์ของเรา

    วันนี้ขอนำเสนอสาระเรื่อง ดวงอาทิตย์ของเรา ...
     
    เป็นที่ทราบกันดีว่า ดวงอาทิตย์ของเรานั้น ร้อนบรรลัย แต่จะมีซักกี่คนที่รู้ว่า มันร้อนแค่ไหน
     
    ดวงอาทิตย์ของเรามีอุณหภูมิที่ใจกลางประมาณ 15.6 ล้านองศาเคลวิน (บวกไปอีก 273 ก็จะเป็นเซลเซียส)
     
    ที่อุณหภูมิสูงขนาดนี้ก็เพราะปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันของไฮโดรเจน ... ไฮโดรเจนจะรวมตัวกันเป็นฮีเลียม
     
    แล้วก้อปล่อยพลังงานออกมา ... ในดวงอาทิตย์ของเรามีไฮโดรเจนเยอะมาก เทียบเป็นเปอร์เซนต์ก็ประมาณ
     
    73% ของน้ำหนักดวงอาทิตย์ ที่เหลืออีก 25% เป็นฮีเลียม นอกนั้นก็เป็นธาตุอื่นๆ
     
    สำหรับน้ำหนักของดวงอาทิตย์ของเราก็คือ 1.989 ล้านล้านล้านล้านล้าน (ล้าน 5 ครั้ง) กิโลกรัม
     
    ลองคิดง่ายๆก็คือ มาม่าประมาณ 36.163 ล้านล้านล้านล้านล้าน ซอง นั่นแหละ (กินเมื่อไหร่จะหมดล่ะนั่น!!)
     
    จากจำนวนไฮโดรเจนที่มี แล้วก้อ ข้อมูลอื่นๆประกอบ ก้อคำนวณอายุของดวงอาทิตย์ได้ประมาณ
     
    4500 ล้านปี คิดง่ายๆก็ ประมาณ 64.3 ล้านชาติ แล้วก้อคาดว่า ดวงอาทิตย์จะอยู่ต่อไปอีก 5 พันล้านปี
     
    (ก็อีก 71.4 ล้านชาติ)
     
    สำหรับเรื่องขนาด ดวงอาทิตย์ของเรามีรัศมี 696000 กิโลเมตร คิดง่ายๆเป็น การขับรถจากกรุงเทพไป
     
    เชียงใหม่ 977 รอบ (ใครทำได้ก็น่าภูมิใจนะ ขับรถได้เท่าดวงอาทิตย์แน่ะ)
     
    แค่นี้ก่อนดีกว่า หวังว่าพอจะได้ความรู้เรื่องดวงอาทิตย์ของเรากันไปบ้างล่ะ
    January 23

    ผีสะพาน!!!

     
    เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นจริง ... ย้ำ เกิดขึ้นจริง ใครไม่เชื่อ
    อย่าได้ลบหลู่เป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นจะมีเสียงโทรศัพท์ดัง และ ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับก็ตาม จะต้อง
    มีอันเป็นไปภายในเจ็ดวัน
     
    กลางดึกคืนหนึ่ง ในปีพุทธศักราช 2545 เอ (นามสมมติ) ประธานกรรมการที่ปรึกษาหัวหน้านิสิต
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ กำลังเดินมุ่งหน้าไปยังตลาดสามย่าน
    เพื่อไปหาของกินในเซเว่น หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำในช่วงสอบ
    มิดเทอม จนมีเหตุให้ต้องอยู่ค้างคืนที่มหาลัย เขากำลังเดินออกจากตึกฟิสิกส์ ขณะนั้นเป็นเวลา
    ตีสองแล้ว เขาเดินก้มหน้าลงบันได้สามก้าว แล้วเงยหน้าขึ้น เหลือบมองไปยังถนนหน้าตึกจุลฯ
    เขายังเหลือบมองต่อขึ้นไปมองบนโรงอาหารที่มืดมิด เหลือไฟเพียงสามดวงเท่านั้นที่ยังเปิดอยู่
    เขาคิดในใจ "ทำไมเซเว่นมันไม่มาเปิดในมหาลัยเลยวะ ... เดินไกลชิบเป๋ง" ขณะที่เขาเดินอย่าง
    เหม่อลอย ทันใดนั้น มีเสียงดังกึงกัง เขาหันขวับทันที พยายามหาต้นตอของเสียง ... "ใคร ใคร ใคร"
    เขาคิดในใจ ชั่วเสี้ยววินาที เขาได้คำตอบ "กูเองนี่หว่า" เสียงนั้นเป็นเสียงเมื่อยามคนเดินผ่าน
    สะพานเหล็กที่ใช้ข้ามคลองหน้าตึกฟิสิกส์นั่นเอง เขาถอนหายใจ ในใจคิดว่า "ดึกๆนี่ ในจุฬาฯ ก็
    น่ากลัวเหมือนกัน" เขาเดินผ่านสะพานไปถึงทางแยก หยุดชั่วครู่หนึ่ง ตัดสินใจว่าจะเดินไปทางไหน
    ดี วินาทีถัดมา เขาตัดสินใจเดินไปทางตึกจุลฯ ผ่านตึก bot ไปทะลุออกประตูบัญชีดีกว่า ตัดสินใจ
    ได้แล้วก็มุ่งหน้าต่อไป ระหว่างทาง ลมหนาวท้ายปีพัดใบไม้ปลิวว่อนไปทั่ว "หนาวจัง" เขาคิด
    สองข้างทางมีต้นไม้เรียงรายเต็มไปหมด บรรยากาศน่าสะพรึงกลัวเข้าครอบงำ เขาเหลียวมอง
    ไปทางขวา สายตามองลอดผ่านเสาขึ้นไปยังชั้น M ตึกใหม่ แสงสีแดงส่องประกายอยู่บนนั้น
    เป็นแสงจากไฟหน้าประตูบันไดหนีไฟนั่นเอง "ถ้ามีคนใส่ชุดขาวยืนอยู่บนนั้น คงโคตรน่ากลัวเลย"
    เขาสั่นหัวพยายามเลิกคิด มุ่งหน้าเดินต่อไป ถึงทางแยก หันซ้ายหันขวา กลางดึกอย่างนี้ ไม่มีคน
    ผ่านไปมาเลย มีเพียงยามนั่งอยู่ในตู้ยามหน้าประตูบัญชีที่ห่างไปสองร้อยห้าสิบเมตรเท่านั้น
    เขาเลี้ยวขวาทันที ผ่านไปห้าสิบเมตร "จะถึงแล้วเว้ย" เหลียวมองทางขวา เจอตึก bot ตั้งตระหง่าน
    ประตูไม้ติดกระจกดูโบราณ ทำให้เขาเกิดความกลัวขึ้นมาจับใจ แต่แสงไฟจากตู้ยามยังช่วย
    บรรเทาความกลัว ทำให้อุ่นใจขึ้นได้บ้าง เขารีบเดินจ้ำพร้อมก้มหน้า เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่า ต้องรีบ
    กลับมาอ่านหนังสือต่อ "ถึงประตูแล้ว" เขาเงยหน้าขึ้นมองไปทางขวา แล้วเขาก็ต้องตกใจถึงขีดสุด
    หัวใจหล่นไปที่ตาตุ่ม เสียวสันหลังวูบ ยืนตัวแข็งนิ่งอยู่กับที่ราวกับถูกสะกดด้วยมนตราชั้นสูง เขาคิด
    ในใจว่า "เจอของจริงเข้าแล้วไงกู แม่งอยู่กลางถนนเลย" เบื้องหน้าเขานั้น คือ ....
    .
    ..
    ...
    ....
    .....
    ......
    .......
    ........
    .........
    ..........
    ...........
    ............
    .............
    ..............
    ...............
    ................
     
    สะพาน"ลอย"!!!
    January 09

    Trip 3: Hemsedal, Norway 2 - 6 Jan 2006

    Trip 3: Hemsedal, Norway 2 - 6 Jan 2006
     
               เช้าวันที่ 2 ออกเดินทาง 10 โมงเป๊ะ ที่ central station เหมือนเดิม แต่คราวนี้ไม่หลงเหมือนคราวที่แล้ว เดินออกไปข้างนอกตึกขึ้นรถอย่างถูกต้อง รถบัสไปลงที่ Oslo ก่อน (พึ่งรู้ในทริปนี้ว่า Oslo เป็นเมืองหลวงของ Norway ... ใครไม่รู้เหมือนผมบ้างเนี่ย ยกมือให้ดีใจหน่อย) ใช้เวลาทั้งหมดสี่ชั่วโมงครึ่งโดยประมาณ นั่งไปซักพักก็ถึงสะพานข้ามชายแดน สวยดีเหมือนกัน ตอนข้ามชายแดนก็ไม่มีการตรวจ passport นะ สะดวกดี เค้าคงเชื่อใจกันมั้ง ถึง Oslo ก็ซื้อตั๋วรถต่อไป Hemsedal เป็นเมืองเล็กๆเมืองนึงที่ทั้งเมืองคงมีแค่ Ski Center นี่แหละเป็นธุรกิจใหญ่ที่สุด รถบัสจาก Oslo ใช้เวลาอีกประมาณสี่ชั่วโมงครึ่งเช่นกัน รวมเบ็ดเสร็จประมาณ 9 ชั่วโมง นั่งจนเมื่อยเลย ... ถึง Hemsedal ประมาณสองทุ่ม เดินไปบ้านพักท่ามกลางอากาศหนาวติดลบสิบเอ็ดองศาเซลเซียส ยังดีที่แบกของไม่หนักมาก แล้วก้อหนทางไม่ไกลนัก เดินซักพักถึงบ้าน เก็บของเรียบร้อย สำรวจบ้านดู น่าอยู่ใช้ได้ ตอนแรกนึกว่าเช่าบ้านทั้งหลังซะอีก จริงๆแค่ชั้นล่างของบ้านเค้า เหมือนเป็น host แล้วเปิดให้เช่าชั้นล่างซึ่งแยกจากชั้นบน ชั้นบนเป็นเจ้าของบ้านอยู่ แต่ถึงจะแค่ชั้นล่างก็สามารถอยู่ได้ 8 คนสบายๆ เสียตรงที่มีห้องน้ำห้องเดียวเท่านั้นแหละ ในห้องน้ำมีห้อง sauna ด้วย เสียดายไอ้เราไม่ได้ชอบ sauna ซักเท่าไหร่ (เข้าไปอบทำไมร้อนๆวะ) สำรวจเสร็จ ทำข้าวกินกันเช่นเคย หลังจากนั้นไม่มีไรทำ ก็รีบเข้านอนดีกว่า พรุ่งนี้ต้องรีบตื่นไป ski ที่รอคอย ... รุ่งเช้าประมาณ 8 โมงครึ่งกว่าๆ ออกเดินทางจากบ้านพักไป Ski Center ที่อยู่ห่างออกไปประมาณกิโลกว่าๆ เดินซักครึ่งชั่วโมงก็ถึง จัดการซื้อ Ski pass แล้วก็เช่า Ski กัน วันแรก ซื้อ Ski pass เฉพาะ Children area ไปก่อน (ยังเล่นไม่เป็นนี่หว่า) มันถูกกว่า ส่วน Ski ก็เอาแค่แบบ Beginner พอ คงไม่ต่างกันมากเท่าไหร่ กว่าจะเสร็จ ปาเข้าไปสิบโมงหน่อยๆ พี่นัท (คนที่เล่นเป็นคนเดียว) เริ่มสอน basics ใส่-ถอด ski กับ เบรก ก่อน เริ่มใส่สกีปุ๊ป ก็จะมีที่ลากๆเราขึ้นเนิน (ถ้าต้องเดินขึ้นเนินแบกสกีไปด้วยก็เหนื่อยแย่ดิ) ขึ้นไปบนเนินแรกไม่สูงเท่าไหร่ พอขึ้นมาพร้อมกันปุ๊ป ก็จะเริ่มฝึกเบรกเลย ... เอาล่ะสิ ต้องไถลลงเนินแล้ว จัดการเลยดีกว่า ไถลลงมาปุ๊ป ผิดพลาดไปหน่อย ลงมาเร็วมากๆๆ รวดเดียวถึงข้างล่าง เบรกไม่อยู่ ยังโชคดีพอบังคับซ้ายขวานิดหน่อย เลยไม่ชนคนอื่นเค้า ลงมารวดเดียวถึงข้างล่างเลยเอียงตัวล้มซะ ... ไม่เจ็บเท่าไหร่ แต่อายเหมือนกัน คนเยอะแยะเลย ค่อยๆกระเสือกกระสนลุกขึ้นยืนแล้วก็ขึ้นเนินไปใหม่ คราวนี้รู้แล้วว่าต้องลงเฉียงๆก่อน จะได้ไม่เร็ว ลองอยู่สองสามทีก็เริ่มเบรกได้อย่างใจ คราวนี้ก็ต้องเริ่มเบรกด้านข้าง(แบบที่ลงมาตรงๆแล้วหันข้าง เอียงตัวนิดหน่อยให้หิมะมันกระจายๆอ่ะ ... นึกกันออกใช่มั้ย) บ้างแล้ว เห็นคนอื่นเค้าทำกัน เท่ดี หัดอยู่ชั่วโมงกว่าๆ ก็เริ่มทำได้ พอเบรกด้านข้างได้ ก็เริ่มหัดเลี้ยว ทีนี้ไม่ยากแล้ว เพราะมันคล้ายๆกะเบรกด้านข้างนั่นแหละ สุดท้าย ประมาณสามชั่วโมงก็ได้ basics หมดแล้ว เริ่มเปรี้ยว ไปเนินข้างๆที่มันสูงกว่าชันกว่า (อยู่อันเดิมมันเบื่อนี่หว่า) ไปถึงปุ๊ป ลงเนินครั้งแรก กะจะเลี้ยวครับ ... สรุปว่าสะดุดขาตัวเอง (สกีมันยาวนี่หว่า) ล้มกลิ้งไถลไปสิบเมตรได้ ต้องถอดสกีกระเสือกกระสนเดินขึ้นเนินมาเก็บสกีสิ อายก็อาย แถมเหนื่อยอีกต่างหาก ... ลองอีกครั้ง ลงมาได้ไกลกว่าเดิม แต่ก็ล้มกลิ้งอยู่ดี คิดในใจ "ยากไปป่าววะเนี่ย" เลยตัดสินใจไปเนินข้างๆ อีกอัน ทางมันกว้างกว่าประมาณเท่าตัว แต่ชันเท่าเดิม พอมันกว่าปุ๊ปก็เล่นง่ายขึ้น แต่ลงมาก็กลิ้งอยู่ดี หัดอยู่สามสี่ครั้งกว่าจะลงมาได้ เล่นไปเรื่อย หมดเวลาซะแล้ว บ่ายสามครึ่งเค้าปิด แต่มีเปิด night ski นะ ตอนห้าโมงครึ่งถึงสามทุ่ม ก็ไปซื้อบัตรกะพี่นัท ซื้อเสร็จกลับบ้านกินข้าวเพิ่มพลังกันก่อน กลับมาอีกทีประมาณ หกโมงครึ่งได้ พี่นัทเห็นว่าเล่นได้แล้ว พาขึ้นไปอีกขั้นนึง ขึ้น black slope เลย black slope เป็นเส้นทางยากสุด (ทางอื่นมันไม่เปิดตอน night ski) คิดในใจ "เอาวะ ไหนๆก็มาแล้ว เอาให้คุ้ม เล่นให้เป็น" ลองลงมารอบแรก เมื่อยขาก็เมื่อย ต้องคอยเบรกตลอด เพราะมันชัน ถ้าเร็วเกินไปตอนเลี้ยวก็ล้มหัวคว่ำอ่ะดิ ลงมารอบแรกล้มคว่ำไม่เป็นท่า ล้มไปสี่ห้ารอบได้ กว่าจะลงมาถึงด้านล่าง เหนื่อยมากๆ อากาศก็เป็นใจ ติดลบซะสิบสอง ลงมารู้สึกไม่ค่อยสบาย นั่งพักก่อนซักสิบนาที ให้พี่เค้าขึ้นไปอีกรอบแล้วลงมาค่อยไปต่อ ... ขึ้นไปต่ออีกรอบ ดีขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังล้มอยู่ดี ล้มแต่ละที ไถลไปซัก 30 เมตรได้ ยังดีไม่ต้องเก็บสกีเอง พี่เค้าตามเก็บเศษชิ้นส่วนมาให้ ลงมาถึงด้านล่างก็หมดเวลาพอดีๆ รีบกลับบ้านจะดีกว่า เดี๋ยวจะไม่สบายหนัก ยังเหลืออีกตั้งสองวัน ... กลับบ้านรีบอาบน้ำ กินข้าวอีกมื้อแล้วนอนเลย ก่อนนอนจะตั้งนาฬิกาปลุก ควักโทรศัพท์ออกมาดู (ตอนเช้าลืม ดันหยิบโทรศัพท์ติดไปด้วย) ... ชิบหายแล้ว โทรศัพท์หน้าจอเป็นรอยแตก แต่ยังใช้ได้อยู่ คิดในใจ "แม่งแตกแต่ข้างนอก ยังพอเปลี่ยนได้" พอกินปิดปุ๊ป ความเซ็งบังเกิด เห็นรอยแตกบนจอ LCD ด้านใน มิน่า ทำไมสีมันเพี้ยนๆอยู่จุดนึงวะ แต่ยังไงก็ตาม แม่งยังใช้ได้อยู่ก็ใช้ๆกันต่อไป ... วันที่สอง ตื่นสายเเลย เพราะเหนื่อยจากวันแรก รีบออกจากบ้าน แต่ก็ไม่ลืมที่จะวางโทรศัพท์ทิ้งไว้ที่บ้าน ขืนหยิบออกไปอีกวัน หน้าจอแตกละเอียดเป็นผุยผงแน่นอน วันที่สองก็อยู่ children area เหมือนเดิม เพราะมาสาย จะซื้อแบบแพงเดี๋ยวจะไม่คุ้ม เล่นๆไปก่อน วันนี้ไปทัวร์ children area มาซะทั่ว ลองทุกอย่าง (ดันลองสกีถอยหลังด้วย ล้มคว่ำไม่เป็นท่า เจ็บโคตรๆ) เล่นไปซักพักก็เบื่อ รอเล่น night ski ดีกว่า ขึ้นไปข้างบนตื่นเต้นกว่าเยอะ ... night ski วันที่สอง รอบแรกลงมาไม่ล้มเลยซักครั้งเดียว ดีใจมาก รีบขึ้นไปใหม่ ลงมารอบสอง ล้มไถลไกลโคตรๆ 50 เมตรเห็นจะได้ ไถลลงมาครึ่งเนิน เอามือตะกายหิมะ ถุงมือผ้าแตกตรงรอยเย็บนิดนึงเลย T_T ยังดีมีฝรั่งช่วยเก็บสกีให้ ถ้าเดินไปเก็บเองคงสี่ห้าทุ่มกว่าจะได้กลับ วันที่สองไม่มีอะไรมาก ... วันสุดท้าย ไฮไลท์ เริ่มต้นด้วยอากาศติดลบสิบหกองศาเซลเซียสถ้วน หนาวแบบไม่เกรงใจกัน วันนี้ซื้อ pass แบบไปได้ทุกเส้นทาง (แพงกว่า) รอบแรกนั่งกระเช้าขึ้นไปสูงมาก (สิบห้านาทีได้มั้ง) ลมก็ตีหน้า หิมะก็ตก สุดท้ายทนไม่ไหว ดึงหมวกปิดหน้าแม่งเลย ... ขึ้นไปถึงด้านบน สวยโคตรๆ อย่างกะอยู่บนสวรรค์ พอดีวันนั้นมีหมอกด้วย ขึ้นไปเลยเห็นเป็นทะเลหมอกเลย (ดูรูปประกอบได้) ถ่ายรูปยิกๆ รอบแรกสกีลงมาทางง่ายๆก่อน เพราะติดกล้องขึ้นไปด้วย ขืนล้มกล้องแตกยิ่งซวยกว่าโทรศัพท์แตกอีก ลงมาถึงข้างล่างเอากล้องไปใส่ลอกเกอร์ไว้ก่อน คราวนี้ไปเปรี้ยวได้แล้ว ขึ้นรอบสอง พี่นัทพาไปทาง off piste เป็นทางที่ออกนอกเส้นทางปกติ กว่าจะลงมาถึง ครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้ แต่สนุกมากๆ อย่างกะในหนัง ลงมาถึง ขึ้นไปอีกรอบ คราวนี้ ไปกระโดด กะ ไปทางรูปตัว U (เหมือนที่เค้าไว้เล่น skate board กัน แต่ไม่สูงขนาดนั้น) รอบสามก็ไปนอกเส้นทางอีกทางนึง มีช่วงนึงมีต้นไม้ๆเล็กๆ อยู่ตรงพื้น ยากโคตร คว่ำไปหลายรอบ หลังจากผาดโผนซักพัก ลงไปเอากล้องเตรียมตัวถ่ายรูปตอนพระอาทิตย์ตกดิน ขึ้นไปถึงก็อยู่ถ่ายรูปกันจนคนอื่นลงไปหมดแล้ว เหลือกันอยู่สองคนสุดท้าย รอบนี้ต้องรีบลง เดี๋ยวมืดแล้วจะยิ่งลงยาก ลงมาเสียวมาก กล้องอยู่กะตัว กลัวล้มสุดๆ แต่ก็ลงมาอย่างปลอดภัย ... ถือว่าคุ้ม วันนี้ได้ขึ้นไปเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่ค่อยได้เห็น ... วันต่อมาเตรียมตัวกลับตอนเย็นๆ นั่งรถกัน 9 ชั่วโมงอีกตามเคย นั่งไปซักพักรู้สึกว่าเวียนหัว เริ่มสังเกตว่า ทำไมวงเวียนมันเยอะจัง ผ่านไปสองสามนาที เจอวงเวียนอันใหม่อีกแล้ว ดูๆไป ประเทศนี้ไม่ค่อยทำไฟเขียวไฟแดงตรงทางแยก ใช้วงเวียนแม่งทุกแยกเลย (เฉพาะเมืองไม่ใหญ่มากมั้ง) นับไปนับมาได้ 384 วงเวียนถ้วน (เชื่อมั้ยว่านับจริง) ไปคราวนี้เลยได้ความรู้เพิ่มอีกอย่างว่า Norway นอกจากเป็นประเทศที่ Fjord สวยที่สุดในโลกแล้ว ยังเป็นประเทศที่วงเวียนเยอะที่สุดในโลกอีกด้วย ...
    January 07

    Trip 2: Stockholm 30 Dec 2005 - 1 Jan 2006

    Trip 2: Stockholm 30 Dec 2005 - 1 Jan 2006
     
               ต่อกันที่ทริปที่สอง เข้าเมืองหลวงกันซักที ตอนขามาสวีเดนก็เคยเหยียบมาแล้ว แต่แค่สิบห้านาทีเอง มาเปลี่ยนรถไฟเฉยๆ ได้เห็นชานชาลาอยู่สามอันถ้วน รถไฟก็ออก ... คราวนี้กะเที่ยวให้ทั่วเลย คิดได้แล้วเลยตกลงซื้อตั๋วเข้า museum แบบรายวันไปเลย ตั๋วนี้ใช้ขึ้นรถเมล์ กะ subway ได้ด้วย ... พอซื้อเสร็จ ไม่ได้ใช้เลยนะ ต้องเดินไปที่ hostel ไกลพอสมควร เพราะถ้าใช้เลยมันก็เริ่มนับเลยดิ ไม่คุ้ม ไม่คุ้ม ... เก็บของเสร็จสรรพ ตกลงกันว่า ต้องนอนพักกันก่อนซักชั่วโมง เมื่อคืนไม่ได้นอนกันมานี่ ออกเดินทางแบบนี้มันเหนื่อย ... งีบซะ ก่อนจะหลับ นัทห้อยถ่ายวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน บ่นใหญ่ว่าจะนอนกันหาพระแสงอะไร มาเที่ยวทั้งที สุดท้าย แม่งก็หลับเหมือนกัน ... ตื่นมา คุณหม่องเลยอัดวิดีโอแก้แค้นซะเลย ตื่นกันครบแล้วก็ลงไปหาข้าวกินกัน ไม่ได้ออกไปกินข้างนอกนะ ประหยัด ทำกินกันเองนี่แหละ ครัวที่เค้ามีให้ก็เล็กซะ กินกันอิ่มเรียบร้อยก็วางแผนออกเดินทางไป Stadmuseet ที่นี่เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองนี้ เดินไปเดินมาไม่เห็นมีอะไร มีไอ้ตุ๊กตาใส่ห่วงยางอยู่ข้างหน้านี่แหละ ที่ดูดีที่สุด ... หลังจากนั้นเป็นโปรแกรมเด็ด vasamuseet เป็นพิพิธภัณฑ์เรือ เตรียมขาตั้งกล้องเรียบร้อย กะว่าถ่ายรูปเอาให้งามๆ เคยเห็นแต่รูปที่สถานทูต มาเห็นของจริงแล้วตะลึง เพราะของเค้าใหญ่จริง ไม่ใช่ขี้ๆ ตั้งขาตั้งกล้องกดยิกๆ กะว่าค่อยมาเลือกรูปที่สวยทีหลัง (ทำแบบนี้ทุกทีแหละ) เสร็จแล้วตัดสินใจไปเดินเล่นในเมืองกัน ไปดูความเจริญซะหน่อย เดินไปเดินมาก็ไม่เห็นมีไรมาก งั้นๆแหละ เลยกลับ hostel หาข้าวกิน ขึ้นไปพักบนห้องกันต่อ สรุปว่าพวกนั้นกะว่าอาบน้ำนอนเลย คิดไปคิดมาเลยตัดสินใจเดินออกไปถ่ายรูป ได้รูปสะพานงามๆมา ใช้ได้ใช้ได้ ถ่ายไปแป๊ปเดียวแบตหมดซะงั้น เดินกลับเลย แต่ก็ดี อยู่นานมันก็หนาวเหมือนกัน หมดไปอีกวัน วันต่อมา วางแผนกันว่า ไฮไลท์คือต้องไปเที่ยวผับหาที่ countdown แจ่มๆ ตอนกลางวันเลยไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์อีกที่นึงก่อน ยังพอมีเวลาอยู่ ข้างในนั้นมีอย่างเดียวที่ตื่นเต้น มีหมีโคอาล่า ด้วย น่ารักดี (ลองดูในรูปได้) กว่าจะถ่ายรูปมันได้ ยากมากเลย เพราะมันชอบหลบหน้าไปกินตลอดเวลา พอเริ่มตกเย็นก็เข้าเมือง เดินๆหาข้าวกิน เดินนานมาก กว่าจะหาร้านที่ถูกใจได้ กินๆเพิ่มพลังกันไป เดินไปเดินมา เจอบ่อนซะงั้น เลยกะว่าลองเข้าไปเสี่ยงโชคดู ไม่เคยเข้าซักกะที เวลายังเหลืออีกเยอะด้วย เข้าไปดูเหมือนบ่อนในหนังยังไงยังงั้นเลย มี slot roulette blackjack poker ฯลฯ เดินวนไปวนมา เลือกเล่น slot ดีกว่า (อย่างอื่นมันแพงนะ ไม่อยากเสียเยอะ) เล่น slot หยอดไปฆ่าเวลาไปเรื่อย รอคนอื่นเล่นเสร็จ สรุปว่า หยอดไปหยอดมา ตอนแรกก็ได้ สุดท้ายเสียอยู่ดี เฮ้ออออ (มันเกือบๆจะได้เยอะๆหลายครั้งมาก เสียดายสุดๆ) กว่าคนอื่นจะเล่นเสร็จ สี่ทุ่มกว่ากันแล้ว สรุปว่ายังไม่รู้อยู่ดีว่าผับเจ๋งๆที่ว่าเนี่ย มันอยู่ที่ไหน เลยลองเดินหน้าด้านไปถามคนที่เดินผ่านไปผ่านมาดู กอล์ฟใจกล้าสุด เลือกถามเฉพาะหญิงสวีดิชหน้าตาดีเลย ถามไปซักหลายกลุ่มก็ได้เรื่อง เจอกลุ่มนึงหน้าตาดีสุดๆ เมานิดๆ รั่วหน่อยๆ ด้วย กลุ่มนั้นบอกชื่อร้านมา บอกให้ไปก่อนได้ พวกเค้ารอเพื่อนกันอยู่ หรือถ้าไม่ไปร้านเดียวกัน แถวนั้นก็จะมีร้านอื่นอีกเยอะ ได้เรื่องแล้วเลยเดินไปดูกัน เดินไปเจอร้านที่ว่า เห็นคนเข้าแถวเป็นหญิงฮึม พวกนั้นรีบตัดสินใจ "ร้านนี้แหละ กูฟันธง" ไปต่อแถวได้ซักพัก กลุ่มนั้นก็เดินตามมาต่อแถวข้างหลังพอดี พอถึงคิวปุ๊ป guard หน้าร้านบอกว่า ต้องได้รับเชิญเท่านั้นถึงจะเข้าได้ ซวยล่ะสิ ทำไงดี ไม่ได้รับเชิญด้วย พอดีกลุ่มนั้นได้ยิน เค้าเลยช่วยพูดให้ว่า พวกเรามาด้วยกัน เข้าได้ รอดตัวไป (แต่เสียค่าเข้าแพงมากๆ) เข้าไปถึงพวกนั้นถูกใจทันที สมมติในผับมีชายครึ่ง หญิงครึ่ง 60 เปอร์เซนต์ของหญิงทั้งหมด สวยทั้งนั้นเลย เต้นๆซักพัก ก็ขึ้นปีใหม่แล้ว countdown ไม่น่าตื่นเต้นเล้ย เสร็จแล้วก็เปิดเพลงเต้นต่อ ไอ้คนอื่นก็เดินหน้าด้านหาหญิงจีบกันไป ไอ้เราก็เจี๋ยมเจี้ยมเจียมตัว เดินไปเดินมารอเวลากลับไปงั้น สุดท้ายผับเลิกตีสาม คุณหม่อง กะ กอล์ฟ มาอวด ได้ดูดปากซะงั้น คิดในใจ รีบกลับ hostel ดีกว่า หนาวก็หนาว รถก็ไม่ค่อยมีด้วย กลับถึง hostel ตีห้ากว่า รีบเข้านอนเตรียมตัวขึ้นรถไฟกลับเมืองตัวเองวันรุ่งขึ้น ต้องกลับมาจัดของ พักผ่อน ก่อนไปทริปที่สาม ...

    Trip 1: Linköping 27 - 29 Dec 2005

    Trip 1: Linköping 27 - 29 Dec 2005
     
               ออกเดินทางแบบไม่ได้นอน เพราะไปช่วยพี่กิ่งขนของกลับเมืองไทยตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง ง่วงมากๆ ไปถึง central station ก่อนเวลาเล็กน้อย ระหว่างนั่งรอรถก็เจอคนจีนสองคนที่พอคุ้นๆหน้ากัน เลยเข้าไปทักซะหน่อย มันบอกว่ากำลังจะไปลอนดอน คุยกันซักสิบกว่าประโยคก็ขอตัว ขี้เกียจคุยมาก ใกล้เวลาแล้วก็ดู platform สรุปว่าเป็น platform 52 แต่งงสิ ในตึกมันมีแค่ platform ยี่สิบกว่าๆ ไอ้ห้าสิบกว่านี่มันชี้ไปข้างนอก เดินออกไปดูเห็นแต่ลานจอดรถ ไปทางไหนดีหว่า งงอยู่ห้าวินาทีก็ตัดสินใจเดินเข้าไปถามที่ขายตั๋วใกล้ๆนั่นดีกว่า เค้าบอกว่า เดินออกประตูนี้ (ทำท่าชี้ๆ) แล้วก้อ ไปทางนู้น (ชี้อีกแล้ว) ก็เออออไปกะเค้า ในใจคิดว่า ก็กูพึ่งไปทางนั้นมา เลยเดินออกไปที่เดิม ตัดสินใจถามคนเดินผ่านไปผ่านมาดีกว่า ใกล้เวลาแล้วด้วย ถ้าตกรถเดี๋ยวจะเสียตังฟรี ถามได้ซักสองสามคนก็ได้เรื่อง เค้าบอกว่า "น่าจะเป็นทางนู้นนะ" เอาล่ะสิ ดันมีคำว่า "น่าจะ" มาด้วยเนี่ย แต่ก็ลองเดินๆกึ่งวิ่งไปดู สรุปว่า ถูกทาง ... รอดตายไปที ขึ้นรถแล้วก็คนเยอะพอสมควร ต้องเดินไปหลังๆ เพราะมันเล่นนั่งกันคนเดียวทั้งนั้นเลย มันเป็นเก้าอี้คู่แบบรถบ้านเรานะ กั๊กที่ไว้ซะงั้น นั่งสบายตัวได้ซักพัก มีฝรั่งตัวใหญ่อย่างกะยักษ์มานั่งข้างๆ โคตร โคตร โคตร เซ็ง เลย มานั่งเบียดเราเฉย แต่ก็ต้อทนไป
                ไปถึง Linköping เที่ยงสิบห้า โทรตามอีปมารับที่ป้ายรถเมล์ รอซักพัก ... มันก็เดินมากันสามคน อีป ต้นไผ่ กอล์ฟ มากันพร้อมหน้าเลย เจอกันทักทายกันซักพัก นั่งรถเมล์เข้าเมืองไปทำธุระก่อนเลย ต้องเอาเงินไปฝากธนาคารเพื่อจ่ายเงินค่าบ้าน ถือโอกาสเที่ยวชมเมืองไปด้วยเลย ในเมืองก็ดูเจริญพอใช้ได้ แต่ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมาย ทำธุระเสร็จ นั่งรถเมล์ต่อกลับหอพวกมัน ต้องออกนอกใจกลางเมืองไปหน่อย พอออกไปปุ๊ป มีแต่ทุ่งหิมะเลย ขาวโล้น ... สรุปว่าไปพักห้องอีป ห้องใหญ่กว่าหอตัวเองอีก แถมถูกกว่าด้วย นั่งต่อคอมก่อนเลย จะจ่ายตังค่าบ้าน เดี๋ยวจ่ายช้าจะโดนไล่ที่ซะก่อน จ่ายตังเสร็จก็ไปกินข้าวกัน พวกนั้นทำอาหารให้กิน ก็อร่อยดีเหมือนกัน ... นั่งเล่นไปเรื่อย ตกเย็นก็ปาร์ตี้กัน มี นัทห้อย กะ คุณหม่อง เพิ่มมาอีกสองคน กินเบียร์กัน สนุกสนาน ดึกหน่อยออกไปปั้นตุ๊กตาหิมะเล่นซะงั้น ปั้นเสร็จออกมาเป็นตุ๊กตาหิมะที่น่าเกลียดที่สุดในโลก (ลองดูในรูปได้) ... ตั้งกล้องถ่ายรูปเสร็จสรรพ กลับขึ้นห้องนอนดีกว่า วันต่อมาแทบไม่ได้ทำอะไร ตื่นบ่ายเลย ตกดึกก็ซื้อไก่ย่างลดครึ่งราคา (เพราะ พลาสติกหุ้มมันเป็นรู เลยลด สบายเลย) กินกับ light เบียร์ นั่งชิวกันไป เปิดหน้าต่างเห็นหิมะ เลยปั้นผีหิมะเล่น (ออกมาหน้าตาน่ากลัวใช้ได้ ดูในรูปดิ) ... หมดไปอีกวัน วันสุดท้ายออกไปทำธุระเตรียมตัวไป stockholm ต่อ  
    December 22

    Past - Future ... Present ?

    Have you ever think about what exactly "present" is? ..... "umm, may be not" is what you are thinking? Fine... fine... fine. Let's start thinking now. What is the "present"? Just when you are about to start thinking, don't you think it's just gone?  In fact, the "future" is approaching you with the speed of light. On the other hand, the "past" is also leaving you with the same speed. Now let's come back to the "present". The "present" does exist. But how can you feel it. Thinking... thinking... thinking. ... Umm, how about knowing yourself faster than the speed of light. Knowing who you are... knowing why are you here... knowing what are you going to do next.